2007/Oct/19

 

เชื่อว่าหลายครั้งที่นั่งดูหนังดูละคร แล้วหันมามองตัวเอง เวลาที่ตัวละครเจอเรื่องดีๆทุกคนก็อยากให้เป้นเช่นนั้น แต่เวลาที่ตัวละครทุกข์ หรือเจอวิบากรรม ช่างฝ่านฟันอุปสรรคไปได้ง่ายดายกว่าในชีวิตจริงมากมายหลายเท่านัก เคยคิดกันไหมว่าหากเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง คุณจะตัดสินใจหรือทำได้อย่างตัวละครนั้นหรือไม่?

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "ชีวิตอยู่ด้วยความหวัง" หวังว่าสักวันหนึ่ง...และเมื่อตั้งความหวังแล้วก็ตั้งหย้าตั้งตา "รอคอย" ซึ่งก็มีทั้งสมหวังและผิดหวังแตกต่างกันไปในวิถีของแต่ละคน

ดังเช่นภาพยนต์เรื่อง "Since Otar left" หรือในชื่อภาษาไทยว่า "รอ" ที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนต์ลิโด้เมื่อ 3 ปีก่อน ภาพยนต์เรื่องนี้เคยเข้าฉายในงานนิวยอร์กฟิลม์ และได้รับรางวัลซีซาร์ของฝรั่งเศส (รางวัลออสการ์ฝรั่งเศส) รวมไปถึงได้รางวัลพิเศษจากนักวิจารณ์ในเทศกาลหนังที่เมืองคานส์อีกด้วย

เรื่องราวของภาพยนต์เรื่องนี้ อาจไม่ถูกใจคอหนังแอ็คชั่น เพราะ "รอ" คือหนังชีวิตที่ลงตัวมากเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยได้ดูมา ทั้งแฝงแง่คิด คติธรรม ชนิดที่คนไทยดูหนังเรื่องนี้ได้สบาย เข้าใจง่าย เป็นเรื่องราวชีวิตของแม่ผู้แก่ชราคนหนึ่ง คือคุณยายเอก้า วัยร่วม80ปี กับลูกชาย ลูกสาว และหลานสาว

ลูกชายซึ่งชื่อ "โอตาร์" ดูเหมือนเป็นความหวังของครอบครัวและเป็นที่รักของผู้เป็นแม่ยิ่งนัก วันหนึ่งโอตาร์ต้องจากจอร์เจียไปทำงานที่ฝรั่งเศส แต่โอตาร์ก็ยังติดต่อแม่ผู้เป็นที่รักอย่างสม่ำเสมอ ทั้งทางจดหมาย และทางโทรศัพท์ บางครั้งส่งเงินมาให้บ้าง โดยทุกครั้งที่ได้รับจดหมาย "เอด้า" เป็นหลานสาวจะเป็นผู้อ่านจดหมายของลุงให้ยายฟัง ตลอดเวลาเอก้านั่งฟังหลานสาวอ่านจดหมายอย่างเป็นสุข

ไม่นานนักเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนของโอตาร์ส่งข่าวมายังมารีน่าผู้เป็นน้องสาวของโอตาร์และเอด้าผู้เป็นหลานสาวว่า โอตาร์ประสบอุบัติเหตุตกจากอาคาร 5 ชั้นจนเสียชีวิต และศพถูกฝังที่สุสานอนาถาในกรุงปารีส ทั้งคู่รับรู้เรื่องราวอย่างโศกเศร้า แต่ก็เลือกที่จะไม่บอกคุณยายเอก้า เพราะเกรงว่าโรคหัวใจที่คุณยายเป็นอยู่นั้นจะกำเริบ

เหตุนี้เองจึงทมำให้ทั้งสองแม่ลูกใช้วิธีเขียนจดหมายแทนโอตาร์ แล้วส่งถึงคุณยายเอก้า ดังเช่นที่โอตาร์เคยทำมา ส่วนโทรศัพท์ที่โอตาร์เคยโทรมาก็มีเพียงเสียงเรียกเข้าแล้วสายก็หลุดไป

ทุกๆวันคุณยายเอก้ารอคอยอย่างมีความหวัง ว่าลูกชายสุดที่รักจะกลับมาเยี่ยมบ้าง หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงเขาเลย แต่การรอคอยก็ไร้วี่แวว จนในที่สุดคุณยายเอก้าก็ตัดสินใจขายทรัพย์สมบัติเก่าเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้ลูกสาวและหลานสาวไปตามหาที่กรุงปารีส

เช้าวันรุ่งขึ้นในปารีสคุณยายเอก้าถูกทิ้งแย่ลำพังในโรงแรม โดยลูกสาวและหลานสาวแอบไปยังหลุมศพของโอตาร์ ช่วงเวลานั้นคุณยายเอก้าก็เดินออกตามหาลูกชายตามที่อยู่ที่ตนเคยเขียนจดหมายถึง จนในที่สุด ก็ทราบความจริงจากเพื่อนบ้านจของโอตาร์ว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว

เมื่อได้รู้ความจริงเช่นนั้น หัวใจของผู้เป็นแม่ทั่วไปแล้วไม่น่าจะรับการจากไปของลูกรักได้ แต่สำหรับคุณยายเอก้านั้น ไม่ได้ร้องไห้ มีเพียงสีหน้าที่เรียบเฉย และแววตาที่ดูเศร้าสร้อยเท่านั้น คุณยายเอก้ารวมรวบจดหมายที่เคยส่งมาหาลูกชายติดมือกลับมาด้วย และเดินทางกลับบ้านของเธอที่จอร์เจีย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณยายเอก้าซึ่งมีชีวิตอยู่ด้วยการรอคอยลูกผู้เป็นที่รัก และต้องผิดหวังกับการรอคอยนั้นชี้ให้เห็นว่า การรอคอยด้วยความหวัง ในบางครั้งก็มีทุกข์ทรมานซ่อนอยู่ในการรอคอย ขณะเดียวกันหากมี"สติ"คอยกำชับอยู่ตลอด จะช่วยให้เข้าใจ และสามารถเตรียมใจรับกับความผิดหวังที่อาตจเกิดขึ้นจากการรอคอย จนกระทั่งผ่านพ้นเรื่องราวของความผิดหวังไปได้ด้วยดี

ดังเช่นคุณยายเอก้าที่ตั้งสติ เตรียมใจรับกับการผิดหวังได้เป็นอย่างดี ชวนให้เราหันมามองตัวเองว่าหากเกิดเหตุการณ์สูญเสียของรักอย่างคุณยายเอก้า เราจะเข็มแข็งได้เท่านี้หรือไม่ หลายฉากหลายตอนในหนังนี้ชี้ให้เห็นว่า ความหวังไม่ว่าจะหวังกับอะไรก็ตามย่อมไม่ผิด หากแต่ในการหวังก็ต้องเตรียมใจและรอคอยอย่างมีสติรฝู้เท่าทันเสมอ

 

ยกตัวอย่างความคิดเห็น จากผู้ที่เคยชมหนังเรื่องนี้ --

น้าจูน รักหนังเรื่องนี้มากนัก
เป็นหนังที่มีรสชาติเหมือนอาหารจานหลักที่กินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
...รสมือของคนเป็นแม่นั้น แม้เป็นผัดผักธรรมดาๆสักจาน
แต่ก็ไม่มีใครในโลกปรุงได้เหมือนอีกแล้ว

น้าจูนรักเอก้าผู้เป็นยายมากกว่าอะไรทั้งหมด
...รักจนอยากเอื้อมมือเข้าไปจับแก้มย้อยๆยุ้ยๆของเอก้าแบบที่ทำกับยายของตัวเอง

และทุกครั้งที่น้าจูนดูเหนังเรื่องนี้จบ
น้าจูนจะต้องเอาหนังอย่าง"Goodbye Lenin" มาดูซ้ำไปด้วย
เหมือนหนังทั้งสองเรื่องนี้เป็นกระจกแห่งหญิงและชายที่จะสะท้อนกันและกัน

นุ่นเคยสังเกตไหมว่า
เวลาผู้หญิงและผู้ชายพูดไม่จริงนั้นต่างกัน

"ผู้ชาย"มักจะสร้างเรื่องด้วยสมอง
...ที่ผ่านการประมวลผลได้ผลเสียมาอย่างรอบคอบแล้ว

อย่างที่ลูกชายโกหกผู้เป็นแม่ที่ฟื้นจากภาวะเจ้าหญิงนิทรา
ด้วยการพยายามจัดสภาวะแวดล้อมให้เหมือนเมื่อเลนินปกครอง
...แล้วมีหรือที่ผู้หญิงที่ที่คิดด้วยหัวใจอย่าง"แม่"จะไม่รู้

ส่วน"ผู้หญิง"มักจะสร้างเรื่องด้วยหัวใจ
ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากให้คนที่รักเสียใจ
...โกหกด้วยวิธีการที่ละเมียดละไม
อย่างเขียนจดหมายแล้วทำเป็นว่ามันมาจากคนที่ไม่มีอยู่แล้ว

..................................................................

โดย: peanut   

ฉากที่เล่นเอาฉันเจ็บหัวใจมากคือ ผู้เป็นแม่นั้นได้ยินเสียงโทรศัพท์แล้ววิ่งเข้าไปรับแต่ว่าก่อนจะรับนั้นสายก็ถูกตัดไปเสียก่อน
ผู้เป็นแม่หารู้ไม่ว่าโทรศัพท์นั้นไม่ใช่โทรศัพท์จากโอตาร์ เธอเรียกหลานสาวให้ยกเก้าอี้มาให้เธอนั่ง และ จ้องมองโทรศัพท์ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แล้วก็ตัดไปซะงั้น -

ในช่วงกลางของเรื่องหลานสาวได้บอกกับแม่ของตน (ลูกสาวอีกคน) ว่าไม่อยากที่จะปกปิดแบบนี้อีกแล้ว แล้วบอกว่าแท้ที่จริงแล้ว แม่กลัวว่าหากยายรู้ความจริงแล้ว ยายจะสุขภาพไม่ดี

ก็คือฉากที่ผู้เป็นแม่ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับลูกชายของตน
หลังจากนั้นเธอก็หยุดเดินแล้วก็นั่งลงเพื่อที่จะพัก แล้วดูเหมือนตอนนั้นเธอก็ได้คิดอะไรบางอย่าง
ฉันก็นั่งคิดเช่นเดียวกัน

แล้วคุณละเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วหรือยัง?

Comment

Comment:

Tweet


อ่านแล้ว ทำให้รู้สึกอยากจะมีโอกาสสัมผัสบ้างจังเลยครับ

confused smile
#7 by กระบี่ไร้นาม At 2007-12-19 22:44,
big smile big smile big smile

ว่าง ๆ มาอัพบ้างนะค่ะ..คิดถึง
#6 by ~pimmas~ At 2007-12-18 15:03,
เคยดูนะ
แต่กะว่าจะไปดูอีกที
เพราะยังงงงงอยู่
sad smile
#5 by love me love my brother At 2007-11-12 20:13,
......

คิดถึงหว่ะ

..
หนาวแระ มากอดกันให้หายหนาวดีกว่า
#4 by Coffee mania At 2007-11-10 12:31,
น่าดูมากคับ หนังเรื่องนี้
#3 by gorjai At 2007-11-04 18:58,
น่าดูอะ.. เดี๋ยวไปหามาดูมั่งดีกว่า
ขอบคุณที่มีหนังดีๆ มาแนะนำนะคะ
#2 by Nancy อารมณ์ดี At 2007-10-20 01:24,
ไม่เคยค่ะ จะลองหาที่ร้านเช่านะคะ
ไม่รู้ว่าเคยดู "Pursuit of Happyness" (หวังว่าฉันคงไม่จำชื่อหนังผิด)-ที่วิล สมิท เป็นพระเอกน่ะค่ะ
ธรรมดา...แต่ก็สนุกดีค่ะbig smile
#1 by Menamarea At 2007-10-19 21:55,